ท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจอย่างรุนแรง
ทุกองค์กรธุรกิจต่างมุ่งสร้างผลประกอบการให้ได้มากที่สุดเพื่อการเติบโตหรือความอยู่รอด
หลายครั้งที่ผู้นำองค์กรต้องเผชิญ
คือ ความกดดันซึ่งเป็นความขัดแย้ง
ระหว่างผลประโยชน์ของตนหรือของบริษัทที่ต้องการกับความ
ถูกต้องที่ควรเป็นซึ่งถือเป็นสิ่งที่สังคมรับรู้
และต้องการ ภาวะดังกล่าวเรียกว่าEthicaldilemma
ซึ่งเป็นภาวะกดดันที่ผู้นำต้องตัดสินใจ
เลือก เอาอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างผลประโยชน์หรือคุณธรรมซึ่งไม่อยู่ในทิศทางเดียวกัน
สำหรับผู้นำที่ไม่มีคุณธรรมย่อมเลือกผล
ประโยชน์ที่ตนพึงได้ก่อนแน่นอนแล้วกลบเกลื่อนพลางตาสังคมในเรื่องความ
ไม่ถูกต้องให้ผ่านพ้นไปอย่างแนบเนียนหรือบางครั้งก็
น้ำขุ่นๆ ดังจะเห็นได้บ่อยครั้งในสังคมที่ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบโดยรู้ตัวบ้าง
ไม่รู้ตัวบ้าง
จริยธรรม(Ethical
behavior)คืออะไร
จริย-
หมายถึงการประพฤติปฎิบัติ ธรรม- หมายถึงคุณความดี
ความถูกต้องดีงาม ดังนั้นจริยธรรมจึงหมายถึงการประพฤติปฏิบัติ
ที่เป็นคุณงามความดีความถูกต้องบนพื้นฐานของคุณธรรม
ซึ่งเป็นที่ยอมรับและต้องการของสังคม ปัญหาทางจริยธรรมแบ่งได้สองระดับ
คือ
1.
ระดับองค์กร หมายถึงนโยบายที่ออกโดยกลุ่มบุคคลระดับสูงขององค์กรโดยถือเป็นเป้าหมายปฏิบัติ
2.
ระดับบุคคล โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจในการดำเนินการ
ซึ่งอัตลักษณ์(Attribute) ของเขามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ
ใดๆที่ส่งผลในด้านจริยธรรม
สิ่งที่ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์
มนุษย์ทุกคนเกิดมาล้วนต้องมีสัญชาตญาณต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเป็นพื้นฐานทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ตามหลักของ Maslow
ซึ่งแบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็น
5 ระดับ ได้แก่
1.
ทางสรีระ(Physiological need) ปัจจัย4
2.
ความมั่นคงปลอดภัย(Security & Safty)
3.
ความรักและการยอมรับ(Love & Belonging)
4.
การยกย่อง(Esteem) ปีติ ภาคภูมิใจ
5.
ภาวะความเป็นแห่งตน (Self actualization) ความอิสระทางความคิดและการกระทำ
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของคน
1.
ปัจจัยภายใน(Intrinsic factor) ได้แก่
อารมณ์ แรงปารถนาและความต้องการ(Need) และความรู้สึกผิดชอบชั่วดี(Moral)
2.
ปัจจัยภายนอก(Extrinsic factor) ได้แก่
โอกาส(Oportunity)และระบบการควบคุมของสังคม(Law)
สำนึกของความดีและ
อิทธิพลของสังคม มีบทบาทในการเปลี่ยนพฤติกรรมของคน
ก่อให้เกิดการกระทำ
ที่ดี และรับผิดชอบต่อผู้อื่น (Ethical behavior)
หากแต่ผู้ที่มีคุณธรรมนำการกระทำจะทำให้เกิดจริยปฏิบัติ
แบบยั่งยืน ส่วนผู้ที่อิงบทลงโทษของสังคมก็สามารถเกิดจริยปฏิบัติ
ได้แต่มักจะไม่ยั่งยืน
เมื่อมีโอกาส ก็จะกลับไปทำ ผิดอีก
4
มุมมองของของจริยปฏิบัติ(Ethical behavior)
1.
ในมุมมองที่ถือเอาประโยชน์เป็นสำคัญ จริยปฏิบัติส่งผลที่ดีมากต่อผู้คนจำนวนมาก
2.
ในมุมมองจองปัจเจกบุคคล จริยปฏิบัติจะให้ผลประโยชน์ระยะยาวแก่ผู้ปฏิบัติ
3.
ในมุมมองด้านคุณธรรม จริยปฏิบัติเป็นการเคารพสิทธิพื้นฐานของมนุษย์
4.
ในมุมมองของความยุติธรรม จริยปฏิบัติจะเป็นกลาง ชอบธรรม
เสมอภาคต่อผู้คน
Ethical dilemma
เป็นภาวะที่ผู้บริหารมักเจอและตัดสินใจลำบาก
มันเป็นความขัดแย้งในใจที่จะทำบางสิ่งที่ต้องเลือกเอา
ระหว่างผลประโยชน์กับจริยธรรม
ที่ถูกท้าทาย
ทำให้เป็นความกดดันในคนที่มีคุณธรรมจะต้องคิดและหลีกเลี่ยง แต่อาจเป็นเรื่องตัดสินใจไม่ยากสำหรับคนที่ขาดคุณธรรม
พบว่าEthical
dilemma conflict ของผู้บริหาร
ส่วนมาก เกิดกับเจ้านายลูกค้า และลูกน้อง หุ้นส่วน เรื่องที่พบบ่อยคือ
การปกปิด ไม่
โปร่งใสปลอมเอกสาร
สื่อสาร กับ เจ้านายไม่ครบ การฉ้อฉลการมองข้ามความผิดของเจ้านาย
การปกป้องความผิดของลูกน้อง
การใช้
เส้นสาย การยอมเอื้อผลประโยชน์ให้เพื่อนสนิท
หรือญาติ การตัดสินโดยขาดความยุติธรรม
การโฆษณา สินค้า ที่เกินจริง
การเอารัด
เอาเปรียบลูกค้าทั้งทางตรงและทางอ้อม
ข้ออ้างของพวกที่ไม่มีจริยธรรมปฏิบัติ
เนื่องจากเรื่องของจริยธรรมเป็นความสมัครใจและเป็นคุณธรรมชั้นสูงของคนที่จะเลือกปฏิบัติ
กฎหมายไม่ได้มีส่วนบังคับจริงจัง ยกเว้น
สังคมจะช่วยกันสอดส่องดูแลและบอยคอด
จึงพบว่าหลายธุรกิจ ก่อเกิดมาโดยฉวยเอาความเดือดร้อนของผู้คน
และความรู้ไม่เท่าทัน
มาหากิน พบบ่อยและยังแก้ไม่ได้
คือการออกสัญญาที่เอาเปรียบ เช่น สัญญาเงินกู้ของพวก
Non-bank ได้แก่พวกให้กู้เงินด่วนทั้งหลาย
ที่หากินกับคนเดือดร้อนเงินทั้งอย่างถูกกฎหมายและผิดกฏหมายด้วยอัตราดอกเบี้ยต่อเดือนที่ดูเหมือนต่ำ
แต่ไปเอาอัตราค่าธรรมเนียม
ต่อเดือนสูงเกินเหตุทำให้ผู้กู้ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมคำนวณแล้วร่วมร้อยละ40-60
ต่อปีก็มี โดยที่กฏหมายไม่สามารถเอา
ผิดได้เพราะผู้ประกอบการอาศัยช่องว่าง
ของกฏหมายมาเก็บเป็นค่าธรรมเนียมแทนค่าดอกเบี้ย
องค์กรที่ขาดจริยธรรมก็เกิดจากคนที่ไม่มีจริยธรรม
จะเห็นว่า
ผู้นำองค์กรก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน ย่อมมีคุณลักษณะประจำตัว(Attribute)
ที่แตกต่างกันแล้วแต่ละคนไม่เหมือนกัน
แต่เมื่อมาเป็นผู้นำและบริหารองค์กรแล้ว
มักมีความต้องการ ที่เหมือนกันคือ ผลประโยชน์สูงสุด
หากแต่คุณลักษณะที่ต่างกันซึ่งขึ้น
กับสำนึกความรับผิดชอบแยกแยะ ชั่วดีไม่เท่ากันทำให้ระดับของจริยธรรมต่างกันส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้นำที่แตกต่างกัน
ทุกวันนี้สังคมต้องเผชิญกับความแนบเนียนในการเอารัดเอาเปรียบของผู้นำที่มุ่งผลประโยชน์สูงสุด
ไม่แยแสต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น
กับผู้คน แม้แต่ ลูกค้า เพื่อนพ้องลูกน้อง
ผู้ถือหุ้น ด้วยการเอารัดเอาเปรียบ เบียดบังฉ้อฉลไปจนถึงทำลายสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อ
ผู้คนจำนวนมาก เช่น การแอบนำกากสารพิษไปทิ้ง ในที่สาธารณะ
การปล่อยน้ำเสียโรงงานลงในคูคลองสาธารณะ
รวมไปถึงการ
ปั่นหุ้น การเล่นหุ้นวงใน
ของผู้บริหารโดยใช้ตัวแทนเอาเปรียบด้วยการรู้ข้อมูลภายในการเอาผลประโยชน์สินบนจากการจัดซื้อ
จัดจ้างของผู้มีอำนาจทั้งภาครัฐและเอกชน การโฆษณาหลอกลวง
โอ้อวดเกินความเป็นจริง
เป็นต้น
แทบจะกล่าวได้ว่าคนที่มองแต่ผลประโยชน์สูงสุดมักมีวิสัยทัศน์ที่คับแคบ
เห็นแก่ตนและไร้จริยธรรม
และมักหาทางลัดในการทำ
ธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น จะเปลี่ยนแปลงตนเองได้รวดเร็วตามผลประโยชน์
ที่พึงจะได้รับ ไม่คำนึงผลกระทบระยะยาวที่จะเกิดขึ้น
นับเป็นปัญหาของสังคมที่นับวันจะทวีความรุนแรง
มากขึ้น เนื่องจากการแข่งขันที่หนักหน่วงในสังคมที่มีมีความแตกต่างกันน้อยลง
ต่างมุ่งความอยู่รอดและผล ประโยชน์เป็นใหญ่
อัตลักษณ์ของคน(Attribute)
เกิดจากอะไร
เราอาจสังเกตได้ว่า
ทำไม่บางคนจึงมีความรับผิดชอบสูง มีความเสียสละได้มากมายช่วยเหลือผู้อื่น
อย่างมีความสุข สามารถอยู่ร่วมกับ
ผู้อื่นได้ เป็นที่เคารพรักของคนรอบข้าง น่าคบหาพูดคุยด้วย
ขณะ เดียวกัน บางคนมีลักษณะตรงกันข้ามกับที่พูดมา อะไรที่กำหนด
ความเป็นตัวตนของคน
? จากการศึกษาทางจิตวิทยาพบว่า พัฒนาการของคนเรานั้นส่งผลต่อพฤติกรรมในวัยผู้ใหญ่ใน
เรื่องของ
จริยธรรมอย่างเลี่ยงไม่ได้
ขอนำมาเล่าพอเป็นสังเขปดังนี้
1.
ในเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงสามขวบ เป็นวัยที่เหมือนผ้าขาว
ยังไม่ถูกเอามาวาด จะอยู่ในช่วงของการกิน
นอน ขับถ่ายซึ่งได้รับ
การฟูมฟักอย่างดีจากพ่อแม่
แสดงอารมณ์แต่พื้นฐานเช่นยิ้มเมื่อสุข
ร้องเมื่อหิว พ่อแม่ก็ได้แต่สอนให้รู้จักนั่ง นอน ยืน
ยิ้ม หัวเราะไม่ได้
สร้างความเครียดใดๆให้กับลูกน้อย
ถ้าช่วงนี้เด็กถูก ปล่อยละเลย ขาดความรัก จะส่งผลให้ฝังลึกในจิตใต้สำนึก
จะกลายเป็นคนมองโลก
ในแง่ร้าย ขาดความ มั่นในตนเอง หวาดกลัว เอาเปรียบผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
2.
พออายุช่วง 3-7 ปี เป็นวัยแห่งการเรียนรู้เบื้องตนจากสิ่งรอบข้าง
รวมถึงลักษณะของพ่อ
แม่การแต่งกาย เพศ การเรียกร้องและ
ปฏิเสธ เป็นช่วงที่พ่อแม่ต้องสร้างวินัยพื้นฐานให้กับลูกไม่เช่นนั้
แล้วเด็กจะเติบใหญ่ โดยขาดความเป็นระเบียบวินัยกับตนเอง
พอโตขึ้นมา
คำว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น
ก็ช่วงนี้แหละ
3.
พอเลยเข้าอนุบาล 7-11 ปี จะเริ่มเรียนรู้ความถูก ผิด
ควร ไม่ควร สำนึกความรับผิดชอบถือเป็นช่วงที่
มีการพัฒนาอุดมคติแห่งตน
(Ego ideal) รวมถึงคุณธรรม(Moral) ดังนั้น
พ่อแม่ถ้าไม่นำลูกในสิ่งที่ถูกต้อง และสร้างกลไกพัฒนาสำนึกความรับผิดชอบ
วินัยสังคม
ศีลธรรม คุณธรรมแล้ว
ลูกจะเป็นคนดีคนเลว ในอนาคตก็ตอนนี้แหละ
4.
พอเลยเข้าวัยรุ่นแล้ว 13-25ปี เด็กก็จะเอาสิ่งที่ติดตัวมาไปพัฒนาต่อ
โดยปรับตัว ให้เข้ากับเพื่อน สังคม สถานศึกษา ที่ทำงาน
ช่วงต้น ความสามารถในการปรับตัวจะได้ มากน้อย
เปลี่ยนงานบ่อยขาด ความอดทน จะเป็นที่ยอมรับหรือเป็นที่รังเกียจก็ขึ้นกับปูมหลัง
ที่ผ่านมา
ตอนนี้พ่อแม่มักสำนึกได้ว่าลูกเรา เป็นอะไรไปแล้ว ลูกที่ดีเพราะ
พ่อแม่วางแผนเลี้ยงดูมาอย่างถูกต้องเหมาะสมก็ไม่ต้องสอน
มาก มีแต่จะ
เป็นปลื้ม กับความสำเร็จ ของลูกอย่างมีความสุข ส่วนลูกที่ไม่ดีไม่ได้เรื่องพ่อแม่อยากจะเตือน
สอน ก็ ไม่เข้าหูแล้ว ต้อง
ใจเย็นอย่างเดียว
พ่อแม่ที่เข้าใจจิตวิทยาวัยรุ่นก็จะพลิกแพลง ตะล่อมเข้าหาพอแก้ไข
ไปได้บ้างอย่างลำบาก พ่อแม่คนไหน ไม่เข้าใจ
ก็จะเกิดทุกข์
โทสะอย่างสุดบรรยายแทบไม่อยากมีชีวิต อยู่ ต้องเข้าวัดเข้าวาถือบวชไปเลยก็มีหรือบางครั้งเลยเถิดถึงขั้นรุนแรงเลือด
ตกยางออก หรือตัดขาดพ่อ แม่ลูกเพราะสุดจะทน
5.
พอเข้าวัยทำงานช่วงปลาย(25-50)นี่แหละที่เรากำลังกล่าวถึง
สำหรับคนดีที่ถูกปลูกฝังคุณธรรมมา ตั้งแต่วัยเด็กก็จะเป็นผู้นำที่ดี
เป็นที่รักเคารพนับถือเจ้านายและลูกน้องเพื่อนร่วมงาน
ส่วนพวกที่มีปัญหาในการเลี้ยงดูมาก่อนตอนนี้พวกที่ปรับตัวได้ส่วนน้อยก็อาจ
จับพลัดจับผลูได้เป็นใหญ่ในบริษัทได้เป็นเจ้านายคน
ซึ่งพฤติกรรมของเขาจะส่งผลต่อผู้คนรอบตัว ทั้งเจ้านาย
เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง
ลูกค้า สังคมโดยการ แสดงออก ของคุณธรรม จริยธรรมที่มีอยู่ในตัว
วัยวุฒิ ประสบการณ์จะทำให้เขาแนบเนียนมากขึ้นใน การเอา
เปรียบ หรือทำชั่ว จะเห็นได้ว่าบางรายอุตส่าห์จบถึงขั้นด๊อกเตอร์มาทำงานใหญ่โต
ขาดคุณธรรม ทำการฉ้อฉลจน ติดคุกตารางมาก็มี
ให้เห็นได้ในสังคม บ้านเรา นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง
ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้วจะเห็นว่าคนที่จะมีคุณธรรม
จริยธรรม ไม่ว่า เป็นใหญ่
หรือลูกน้อง อาชีพอะไร ก็ตาม ล้วนต้องสร้างจากพื้นฐานของการพัฒนาการของชีวิตในวัยเด็กมาแล้วทั้งนั้น
เปรียบเหมือนมี Soft ware
ชีวิตที่ดีแล้วเติมเรื่องราวชีวิต(Contents)ลงไป
ก็จะสามารถประมวลผลออกมาดี นับเป็น โชคดีของคนไทย
ที่มีพุทธศาสนาเป็นเครื่อง
ยึดเหนี่ยว(แม้ไม่ทั้งหมด) ธรรมะ ของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็น
หลักการที่แท้(ปรมัติ)พิสูจน์ ให้เห็นจริงได้(สัจจัง)ไม่ว่าผ่านไปนานเท่าไร
(อกาลิโก) หากมีการนำมาศึกษา ให้เข้าใจโดยแท้(ปริยัติ)และลงมือ
กระทำ(ปฏิบัติ)ย่อมจะส่งผล(ปฏิเวธ)ให้เกิดความดีงาม
สันติสุข
และ ความสุขได้ ซึ่งธรรมะเหล่านี้ไม่มีในชาติ ตะวันตก
แต่หลายคนก็ศรัทธามุ่งมาศึกษาไปเขียนในมุมมอง ของเขา
ตำราฝรั่งแม้จะให้ความสำคัญของจริยธรรมปฏิบัติอย่างมากในเวลานี้
แต่ก็มองแบบผิวเผินไปเน้นกระบวนการตรวจสอบความถูกต้อง
ที่รัดกุมและการลงโทษ(ปัจจัยภายนอก)มากกว่าจะเน้น การสร้างความถูกต้องจากภายในซึ่งได้แก่การมีศีลปฏิบัติและคุณธรรม
มี
ความละอายต่อบาป ไม่กระทำชั่วทำแต่ความดีมีจิตใจที่ผ่องใสอันเป็นคำสอนโอวาทปาฏิโมกข์ของพระพุทธเจ้าซึ่งควรยึดถือ
เป็น
องค์ประกอบที่สำคัญของชีวิตที่นำมาซึ่งความดีงาม
ความถูกต้องและความสุขของคนในสังคม
การฝึกจริยธรรม(Ethic
training)
จริงๆแล้ว จริยธรรมสามารถฝึกได้จริงไหม
หากมองอีกมุมที่ง่ายๆ การสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลง
นิสัยคนนั้นทำได้เพียงการ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม(Behavioral shaping) ไม่ใช่การเปลี่ยน(Changing)
ซึ่งมีแรงต้าน(Constrain)และแรงดึงกลับ(Structural
conflict)ที่สูง ตราบใดที่อัตลักษณ์ของเขาที่ถูกสร้างมา
ในวัยเด็กไม่อยู่ในกรอบแห่งคุณธรรม สำหรับคนดีแล้ว เขาจะเรียนรู้การ
เปลี่ยนตนเองจากภายในด้วย จิตสำนึกของความดีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่นโดยสิ่งแวดล้อมจะมีผลเพียงเป็นตัวกระตุ้น
(Stimuli) ไม่ใช่ตัว เปลี่ยน(Changing agent) อย่างไรก็ดี
แนวทางในการฝึกตนให้มีจริยธรรม สามารถทำได้ดังนี้
ขั้นที่1 หาให้เจอว่าอะไรคือข้อขัดแย้งของจริยธรรม(Ethical
dilemma)ที่เราเผชิญอยู่
ขั้นที่2 เข้าถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดทุกด้านว่าเป็นอย่างไร
ขั้นที่3 หาทางเลือกว่ามีกี่ทาง
ขั้นที่4 ทดสอบทางเลือกนั้นว่าผลที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง
เป็นอย่างไร
ขั้นที่ 5 ตัดสินใจเลือกทางที่ดีที่สุด
ขั้นที่6 ทวนสอบทางเลือกซ้ำโดยการถามตนเองว่า
?
ฉันจะรู้สึกอย่างไรถ้าครอบครัวรู้ว่าฉันเลือกทางนี้
?
ฉันจะรู้สึกอย่างไรถ้าสิ่งที่ฉันเลือกถูกเปิดเผยบนหน้าหนังสือพิมพ์
ขั้นที่7 ลงมือทำ
จริยธรรมองค์กร เกิดจากจริยธรรมของบุคคลที่มีส่วนร่วม
จริยธรรมของผู้นำ
(Good leader) จะชักนำให้เกิดจริยธรรมขององค์กร (Good
company) และธรรมาภิบาล ( Good governance)
หมายถึงการมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนร่วมในองค์กร
(Stake holder) ลูกค้า สังคมสิ่งแวดล้อม บนวิถีทางปฏิบัติที่ดี
มีสำนึกแห่ง
ความรับผิดชอบ(Accountabilit
) แม้ว่าการอยู่บนวิถีทางดังกล่าวจะมีต้นทุนที่สูง กำไรลดลง
ธุรกิจอยู่ภายใต้การจับตามองของสังคม
แต่ก็จะส่ง ผลสำเร็จระยะยาว เป็นที่ต้องการของชุมชนและสังคม
ผู้นำที่มีจริยธรรมควรปฏิบัติอย่างไรในการบริหารงาน
1.
ประกาศจุดยืน โดยเขียนไว้ในพันธกิจและกำหนดเป้าหมายเป็นรูปธรรมให้สังคมรับรู้
2.
เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็น จากลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น
โดยกำหนดช่องทางขึ้นมา
3.
สร้างกระบวนการที่โปร่งใส โดยมีผู้อื่นรับรู้ร่วมกัน
สามารถตรวจสอบได้ทุกเมื่อ
4.
มีช่องทางเปิดรับฟังคำร้องเรียน โดยมีมากพอและสามารถเข้าถึงได้
มีกระบวนการจัดเก็บที่เป็นความลับ
5.
ทำงานโดยทีม ไม่ใช่ตนเองเพียงผู้เดียว
6.
มีระบบประเมินผลงานที่เป็นรูปแบบชัดเจนไม่ใช้ความรู้สึก
7.
มีภาวะผู้นำสูง มีความรับผิดชอบและพร้อมจะยอมรับในสิ่งที่ตนทำไป
ธรรมที่เป็นความดี 7 ประการของผู้นำที่ดีที่ควรยึดถือปฏิบัติ
1.
ศรัทธา มีความเชื่อในความดีและผลของมัน
บาปและผลของมัน สิ่งไหนควรและไม่ควร คิด พูด ทำ
2. หิริ
มีความละอายต่อบาป รังเกียจต่อความชั่วที่จะคิด พูด
ทำ
3. โอตตัปปะ
เกรงกลัวต่อบาป ความชั่ว แม้เล็กน้อย
4. พาหุสัจจะ
สดับตรับฟังมาก (พหูสูต)เรียนรู้มาก รู้ผิดชอบชั่วดี
5. วิริยะ
มีความเพียรรักษาความดีไว้ ไม่ให้ความชั่วมากล้ำกราย
6. สติ ตื่นตัวระลึกได้อยู่เสมอ
ในการคิด พูด ทำในทางที่ดี
7. ปัญญา สามารถพิจารณาแยกดีชั่วได้ไม่ตกเป็นทาสของกิเลสตันหา
สรุปท้ายบท
คนดี ย่อมสร้างคนดี พ่อแม่ที่ดีมีศีลธรรมย่อมสร้างลูกในทิศทางเดียวกัน
คนดีใช้คุณธรรมนำชีวิต
ถือความดีเป็นที่ตั้ง มีความสุขที่ได้ให้ ไม่ทำร้ายผู้อื่นทั้งทางกาย
วาจา ใจ
คนสามัญจะยึดกฎหมายนำชีวิต
อยู่ด้วยความถูก ผิดเป็นที่ตั้ง
คนชั่วจะยึดกิเลสตันหานำชีวิต
ไม่สนใจทั้งกฎหมาย หรือคุณธรรมไดๆทั้งสิ้น
|