บทความที่ 7
เรื่อง กับดักของนักบริหาร ว่าด้วย “การใช้อำนาจ”
                                                                น.พ.สมชัย ตั้งพร้อมพันธ์


    หลงใหลในรสชาดของอำนาจ


           พอขึ้นเป็นหัวหน้า มีอำนาจติดตัว มีลูกน้องให้สั่งการได้ ที่เคยทำเองก็มีคนทำให้ ลูกน้องเกรงกลัว บางคน
 มาเลียแข้งเลียขาเพื่อผลประโยชน์ เริ่มรู้สึกมันติดใจในรสชาดของอำนาจ ไม่ยอมไปไหน ถ้ายังขยันและมีสมรรถนะ
 ดีก็พอทน แต่ถ้าไม่ได้เรื่องพอถูกประเมินไร้ความสามารถต้องหลุดหรือต้องถูกโยกย้ายให้เหมาะสมบางคนอาจเกิด
 หวงตำแหน่ง ต่อต้าน ก่อม็อบ เพราะทำใจไม่ได้โดยไม่หันมาประเมินตนเองเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น อย่างนี้เขาเรียกว่า
 หลงในอำนาจจนอุปปาทานติดหนึบแถมนิสัยไม่ดีอีกต่างหาก


    ใช้อำนาจพร่ำเพรื่อ จนลืมตัว

     อำนาจ เป็นดาบสองคม มันคือการสั่งการต่อผู้อื่น หากรู้จักใช้อย่างเหมาะสม จะช่วยผักดันให้งานสำเร็จ
  โดยราบรื่นและรวดเร็ว หากใช้ไม่เหมาะสม ผลลัพธ์ก็คือความล้มเหลว ดังนั้นผู้มีอำนาจทั้งหลายพึงสังวรณ์
  เอาไว้ว่ามันมีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นความหายะนะจากการใช้อำนาจแบบลืมตัว
  ไม่เหมาะสมมามากมาย อำนาจโดยการมอบหมาย ไม่นานมันก็เสื่อมหมดไป แต่อำนาจที่คงอยู่กับตัวตลอดกาลคือ  
    อำนาจแห่ง “บารมี” ซึ่งเกิดจากการ”ให้” แต่อำนาจสั่งการเกิดจากการ “เอา”

    ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว

          ความยิ่งใหญ่อยู่เหนือผู้อื่นมักเป็นความรู้สึกของผู้มีอำนาจ ทำให้หลงไปว่า อะไรก็ได้ แม้แต่การยิบฉวย
   ผลประโยชน์ของส่วนรวมมาเป็นของตนโดยสำคัญว่าตนมีสิทธิ์ เห็นได้ในวงการบริหารทั่วไปที่มีการ Corruption
   ตั้งแต่ภารโรงยันรัฐมนตรี ไม่ว่าทั้งรัฐหรือเอกชน ผู้มีอำนาจที่กระทำการดังกล่าวมักมี “ความหลง” และ “ความโลภ”
   เป็นตัวกิเลสจูงใจสูง



    ไม่พัฒนาตนเองเพราะคิดว่าเก่งแล้ว

         แล้วผู้มีอำนาจมักใช้ผู้อื่นทำงานแทนตนบ่อยครั้งความสำเร็จจากผลงานของลูกน้องได้มาด้วยความลำบากและ
   ต้องทุ่มเททั้งความรู้ สติ ปัญญา แรงกาย แต่พอถึงเจ้านาย อาจมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ คิดว่าอยากได้ก็สั่งเอาจนเคยชิน
   ไม่ขวนขวายหาความรู้พัฒนาตน เวลามีข้ออุปสรรคปัญหาก็ไม่สามารถมองออกเพราะขาดความรู้ความสามารถ
   เปรียบเสมือนคนที่ถูกช่วยเหลือจนทำอะไรเองไม่เป็น การที่เป็นผู้สั่งการผู้อื่น สิ่งที่จำเป็นคือความรู้และ
   ประสพการณ์ที่ต้องมีเหนือผู้อื่นเพื่อที่จะประเมินผลลัพธ์ได้ถูกต้อง



    เชื่อและไว้วางใจลูกน้องเกินไป

         “หัวหน้าต้องมีลูกน้องคู่ใจ”ดูจะเป็นคำกล่าวที่ไม่ผิดในแวดวงบริหาร แต่บางครั้งการที่หัวหน้าเจอลูกน้องที่เก่ง
   เอาอกเอาใจดี ทำอะไรก็ถูกใจไปหมด นานๆเข้ามองไม่เห็นจุดบกพร่องของลูกน้องเลย อีกทั้งบางรายสั่งการ
   ให้ลูกน้องไปทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กลายเป็นชะนักติดตัวไม่สามารถตำหนิลูกน้องได้เพราะกลัวถูกแฉ ผลก็คือ
   กลับกลายเป็นหัวหน้าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลความคิดของลูกน้องไปหมด ว่าอะไรก็ยอม ขาดความเป็นตัวตน
   ของตนเองไป เลยไม่รู้ว่าในความเป็นจริง ใครเป็นหัวหน้าตัวจริง
   (เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกับ”หลังบ้าน”ผู้มีอำนาจ ที่คอยบงการสามี)


    เชื่อตนเองมากเกินไป(อัตตาสูง)

         ผู้มีอำนาจที่มีความสามารถสูง ประสพความสำเร็จบ่อยจนเคยตัว ไม่ค่อยผิดหวังหรือล้มเหลวเท่าไหร่
  นานๆไปเกิดนิสัยเชื่อมั่นความคิด การกระทำของตนเองสูง ไม่ค่อยเชื่อใคร รวมไปถึงพวก “บ้าศักดิ์ศรี”
  กลัวเสียหน้า กลัวเป็นรอง เลยไม่ฟังใคร ตะแบงเอาความคิดของตนเป็นใหญ่ พอผลลัพธ์เกิดสำเร็จขึ้นมา
  จะบรั๊พแหลกว่าคนอื่นไม่ได้เรื่อง แต่พอล้มเหลวก็หันไปโทษคนอื่นว่าไม่ได้เรื่องเช่นกัน เลยคนถูก
  เป็นเทวดามีคนเดียว คนเช่นนี้ มักจะใจปิด มีความหลงตนสูง ชอบดูถูกคนอื่น บ้าอำนาจ

    อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล

      ความรู้ สามารถเรียนได้ไม่ยาก ทักษะสามารถฝึกได้ไม่ยาก เป็นคนเก่งเป็นได้ด้วยการสั่งสมประสพการณ
์    แต่การรู้จักควบคุมอารมณ์ของผู้มีอำนาจเป็นจุดอ่อนและจุดแข็งที่ฝึกยาก ถือเป็นปัจจัยที่สะท้อนความแตกต่าง
   ของผู้นำแต่ละคนที่มีผลต่อความสำเร็จ เพราะการต้องเป็นผู้นำ จะมีความกดดันทางอารมณ์สูงจากการที่ต้อง
   เผชิญกับปัญหารอบด้าน ดังนั้น ผู้ใช้อำนาจจำเป็นต้องฝึกอีคิวให้หนักแน่นเป็นนิสัย การเข้าใจในความเป็นจริง
   ของโลกและยอมรับมันบ้าง ค่อยไปแก้ทีหลัง รวมถึงการรู้จักปล่อยวาง เป็นทางเดียวที่จะลดความกดดันของ
   อารมณ์ได้

    ผู้นำไม่ใช่เก่งไปทุกเรื่อง

      เมื่อขึ้นมาเป็นผู้นำในตำแหน่งใหม่ โดยเฉพาะคนที่เก่งในงานใดงานหนึ่ง แล้วได้รับการPromote ขึ้นมาเป็น
    หัวหน้าพบได้บ่อยว่า “เราขาดคนทำงานดีๆไป แต่ได้หัวหน้าแย่ๆมาแทน” ลักษณะเช่นนี้เกิดจากการที่คนที่ต้องขึ้น
    มาเป็นหัวหน้าไม่ได้มีความรู้ทักษะของการบริหารจัดการ ถือเป็นเรื่องหวังดีแต่เกิดผลร้ายกับองค์กรอย่างยิ่ง
    ดังนั้นผู้ที่จะขี้นมาเป็นผู้นำต้องมีคุณสมบัติและผ่านการอบรมพัฒนาให้สอดคล้องกับบทบาทที่เขารับผิดชอบ
    เพราะแต่ละทักษะความรู้มีความแตกต่างกัน บางครั้งไม่สามารถทดแทนกันได้

    ........................ผู้นำที่ไม่ได้เรื่อง........................................

     เป็นผู้นำแต่เปลือก หาแก่นไม่ได้

      มักเกิดกับผู้นำตามใบสั่ง หรือเส้นเข่ามา บางคนแก่เพราอายุเลยได้เป็น แต่ไร้วุฒิภาวะ พบเห็นได้บ่อย
  ทำให้องค์กรเสียหายเพราะขาดผู้นำที่มีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาโดยการลอยตัวปล่อยให้ชะตากรรมและเวลาเป็น
  ตัวแก้ไขเข้าข่ายผู้นำประเภท “ทำงานเอาหน้า ค้าขายแต่ปาก ลำบากไม่เอา ให้เขาทำไป”เวลาใช้อำนาจก็ใช
้  ไม่เป็น เอาความคิดผลประโยชน์เข้าตัวไว้ก่อน ลักษณะของผู้นำแบบนี้มักไม่มีประสิทธิภาพและบางครั้งอาจก่อ
  ความเสียหายให้กับองค์กรได้จากการใช้อำนาจตามความคิดของตนที่ไม่เหมาะสม


     ขาดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย ในงาน

        ผู้นำประเภทนี้มักมีความใคร่อยากเป็นใหญ่มาก หลงไหลในอำนาจ เบื้องลึกอาจมีปมด้อยอยากแสดงออกด้วย
   การเอาชะนะเหนือผู้อื่น แต่ไม่มีความต้องการบรรลุความสำเร็จในงานเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะมองไม่ออก
   ขาดความเข้าใจในเป้าหมาย เกียจคร้าน หวังผลประโยชน์เพื่อตัวเอง อาศัยตำแน่งเป็นทางผ่าน หรือชื่นชม
   และพอใจแต่ความเป็นใหญ่อย่างเดียว


     ขาดจริยธรรม คุณธรรม และศีลธรรม
         เรื่องนี้ถือเป็นข้อที่สำคัญที่สุด เพราะในการบริหารงาน การใช้อำนาจเปรียบเหมือนการการบังคับให้เกิด
   หากผู้ใช้อำนาจไม่มีจริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม คอยกำกับแล้ว อำนาจที่มีอยู่ก็จะมีทิศทางที่อันตรายทั้งต่อ
   ตนเองและผู้อื่น
เรื่องนี้ปัจจุบันถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าโลกนี้ขาดธรรมะเหล่านี้ในการใช้อำนาจ
   และบริหารงานแล้ว สักวันหนึ่งคงเกิดความโกลาหล ไร้ความสงบสุขทั้งในระดับโลก ประเทศไปจนถึงระดับ
   หน่วยงาน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้