ในโลกนี้สิ่งที่แน่นอนคือ
ความไม่แน่นอน ในการบริหารทุกอย่างไม่ว่า งาน
หรือ ชีวิตล้วนแล้วแต่อิง
อยู่บนหลักการที่เป็นจริง คือ การบริหาร
ความไม่แน่นอน ทั้งสิ้น หากทุกสิ่งในโลกนี้แน่นอน
ไม่มีการเปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการไดๆก็คงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น
ในความไม่แน่นอน ใดๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง
ที่ คนเราต้องใช้กระบวนการ วิเคราะห์หาเหตุปัจจัย(SWOT)
มองหาหนทางแก้ไข(Strategy)กำหนดสิ่งที่อยากได้
(KPI)วางแผนขั้นตอนดำเนินการ (QP-WI)
ลงมือปฏิบัติ(Implementation) เพื่อให้ได้มาในสิ่งต้องการ
ควบคุมผลลัพธ์ให้เป็นไปอย่างคงที่(Consistency)
แก้ไขปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น(CQI)ดั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า
ที่เป็นแก่นของธรรม ที่ว่า อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา ใดๆในโลกนี้ล้วนไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงเป็นบ่อเกิดแห่ง
ความทุกข์ ทุกสิ่งล้วนไม่อาจยึดเป็นตัวตนได้
ดังนั้น พระองค์ท่านจึงสอนแนวทางที่เป็น อริยสัจ
4 ประการ เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งล้วนเป็นแนวทางที่นำมาใช้กับการบริหารได้อย่างกลมกลืนไม่ผิดเพี้ยนเมื่อเราต้องการทำสิ่งที่
ไม่แน่นอน ให้ แน่นอน คือเป็นไปอย่างที่เราต้องการ
จำเป็นต้องรู้จัก บริหารการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เกี่ยวข้อง
ให้เป็นไปตามความต้องการของเรา
การมุ่งเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ
ส่วนที่สำคัญคือ
1. ผู้กระทำการเปลี่ยนแปลง
(Change Agent)
2. กระบวนการเปลี่ยนแปลง
(Change Process)
3. สิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลง
(Change Target)
ในการเปลี่ยนแปลง คน และ ระบบ คนเป็นปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงยากมากที่สุด
และทีสำคัญอย่างยิ่งคือ มนุษย์ชอบที่จะมุ่งเปลี่ยนแปลงผู้อื่นให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ
และมักมองข้ามการเปลี่ยนแปลง ตนเอง
ดังนั้น ผู้บริหารที่ดี
ย่อมรู้จักที่จะบริหาร การเปลี่ยนแปลง ทั้งผู้อื่น
และตนเองด้วย

อุปสรรค
ที่สำคัญในการต้านการเปลี่ยนแปลง ได้แก่
1.
ความเคยชิน ( Get used to) จนเคยตัว (To be habitual)
นับเป็นปัจจัยที่มีผลในการต่อต้านที่สำคัญ
คนทั่วไปมักพอใจกับสิ่งที่คุ้นเคย
และได้อยู่กับมันมาตลอดในอดีต แม้ว่าสิ่งนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่พอใจมากมาย
ก็ตาม
แต่หากต้องคิดถึงการเปลี่ยนแปลง มันเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าการที่จะปล่อยให้มันเป็นไปตามอย่างที่เคยเป็น
อยู่เสียอีก
เพราะมนุษย์มักจะกลัว สิ่งที่ไม่คุ้นเคย สิ่งที่ไม่รู้จัก
สิ่งแปลกใหม่ที่ยังไม่เข้าใจ(Unknown)ทำให้ไม
่ กล้าและไม่อยากที่จะเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่รู้จักอยู่
คำเปรียบเปรยช้าง กับกิ่งไม้ สะท้อนให้เห็น สภาพการยอมรับ
ของช้างใหญ่ที่มีพละกำลังมากมายถูกเจ้าของผูกติดกับกิ่งไม้เล็กๆ
ก็ไม่คิดหนี แม้ว่าเพียงแค่ออกแรงนิดเดียวก
็ ไปได้
ทั้งนี้เพราะแต่ก่อนมาตอนเป็นช้างตัวเล็กๆได้ถูกเจ้าของผูกเอาไว้กับต้นไม้ใหญ่เพื่อทำการฝึก
จนกระทั่งเชื่องและชินกับ
การถูกผูก จนในที่สุด การยอมรับ การถูกผูก คือกฎเกณฑ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
มองข้าม
กิ่งไม้ หรือ ต้นไม้ ซึ่งเป็นอุปสรรคที่ควรเอาชนะ
2.
ผลประโยชน์แห่งตน (Self hidden benefit) ทางพุทธธรรมเรียกว่า
ตัณหา ของคน แก่นแท้ของตันหาคือ
ความอยากได้ และกลัวที่จะสูญเสีย ในทางที่มิชอบ มิควรตรงข้ามกับ
ฉันทะคือ ความอยากได้ อยากมี
ในทางที่ควรซึ่งหากผู้ไดมีและให้ความสำคัญกับความอยากมากเกินความพอดี
หรือกลัวสูญเสียมากเกินความพอดี
จนกลายเป็น ความโลภ และ ความหลงอันเป็นส่วนของ
กิเลศ มักจะทำให้เกิด การยึดติด (อุปปาทาน)
ซึ่งเป็นตัวปัจจัยที่จะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
และความกลัวจนกลายเป็นความโกรธ ต่อการเปลี่ยนแปลง
ที่จะทำให้สูญเสียหรือไปลดผลประโยชน์ที่ตนมีอยู่ โดยผู้นั้นขาดมุมมอง
ผลประโยชน์ส่วนรวมหรือการรู้จักเสียสละ
เป็นที่ตั้ง จึงดิ้นรนพยายามหาข้อเหตุผลมาหักล้างการเปลี่ยนแปลงต่างๆนาๆ
ลักษณะนี้เรียกว่า มี Hidden
Agenda บางคนไม่สามารถจูงใจผู้อื่นให้คล้อยตามได้หรือเหตุผลไม่เพียงพอ
ก็จะทำเฉย เฉไฉ เบี่ยงประเด็น
หรือทำทีเป็นโกรธไม่ยอมปฏิบัติในสิ่งที่เป็นมติของส่วนรวมก็มี
ขึ้นกับความหนาของกิเลศของคนๆนั้น
3.
ความไม่รู้ (Lack of knowledge) ทางพุทธธรรม
เรียกว่า อวิชชา คือความไม่รู้จริง ในสิ่งที่ควรรู้
ก่อให้เกิด
อุปปาทาน
ยึดติด (Fixation) และ หลงทาง (Miss lead) คือการติดยึดเอาอะไรก็ได้
ที่ตนเข้าใจไปเอง คิดว่า
ถูกต้อง
ดีและพอใจโดยขาดการไตร่ตรองหาเหตุผลในความเป็นจริง
หรือบางครั้งอ้างยึดเอาเหตุผลผิดๆ
จากประสพการณ์เก่าๆ(Old
Paradigm)โดยไม่มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว
ยังหลงคิดว่าใช้ได้
เหมาเอาว่า
สิ่งนั้นที่ยึดอยู่นั้นเป็นเรื่องถูกต้อง ไม่ยอมเปลี่ยนความคิด
จึงเกิดภาวะ หลงตน(Delusion) และ
หลงทาง(Miss
lead)เกิดขึ้น อันนี้อาจพบได้บ่อยในผู้นำที่ขอบการใช้อำนาจในการทำงาน
หรือ
ประสพความสำเร็จบ่อยๆจนเคยตัว
จนลืมศึกษาหาความรู้ใหม่ๆที่ทันยุคสมัย ใช้แต่ Common
sense
ในการทำงานมากกว่าความรู้
ผู้นำเหล่านี้บางครั้งก็หลงทางได้เช่นกัน
พฤติกรรมการปกป้องตนเอง(Defense
Mechanism)
พฤติกรรมการปกป้องตนเองของมนุษย์
ซึ่งจะพบเห็นได้ในในชีวิตประจำวันทั่วไป ไม่ว่าพฤติกรรมนั้นจะ
แสดงออกอย่างชัดแจ้งหรือซ่อนเร้น
กับผู้อื่นหรือตนเอง รุนแรงหรือแนบเนียน ล้วนแต่เป็นการแสดงออก
เพื่อความอยู่รอด(Survival Mechanism)
ปกป้องตนเอง พ้นจากข้อกล่าวหา ความผิด การรักษาหน้า
เกียติยศ
ศักดิศรีแห่งตน หากการปกป้องตนเองนั้นอยู่บนครรลองของเหตุผล
ความเป็นจริง ย่อมถือเป็นเรื่องธรรมดา
ที่บุคคลผู้นั้นพึงแสดงออกได้ แต่หากเป็นเพียงเพื่อกลัวการสูญเสีย
หรือเพื่อผลประโยชน์ แอบแฝง
การแสดงนั้นไม่ใช่สิ่งที่สังคมยอมรับได้
ในทางจิตวิทยา มนุษย์ใช้กลไกปกป้องตนเองหลายแบบ แต่ที่
พบเห็นได้ทั่วไปในการทำงาน ได้แก่
1. เก็บกดเอาไว้ (Suppression)
เป็นความตั้งใจไม่คิดถึงมัน ลืมมันไปก่อน เมื่อถึงเวลาค่อยว่ากันใหม
่ บางคนเก็บได้ดีจนลืมไปเลยเรียกว่า
การกดทับ(Repression) แต่ถ้ากดไม่อยู่รวมกันมากๆเลยจุดสูงสุด
(Breaking Point)จนระเบิดออกมาได้
2. ระบายทางปาก(Sublimation)
เพื่อให้ความกดดันในใจลดลง โดยการซุบซิบ นินทา
กล่าวโทษหัวหน้า
ผู้นำ เพื่อนฝูง ผู้ที่ตนไม่ชอบซึ่งจะทำให้ผู้พูดรู้สึกสบายใจขึ้น
3. ย้ายที่ลง(Displacement)
เช่นโกรธเจ้านายไปลงกับเมียที่บ้าน ทำงานผิดพลาดไปทำลายข้าวของเครื่องใช้
โกรธคนไปเตะหมาเป็นต้น
4. โยนแพะรับบาป
(Projection) ได้แก่การโยนความผิด โทษผู้อื่นแม้กระทั่งสิ่งของหรือเหตุการณ์
ให้เป็น
ต้นเหตุแทนตน เป็นกลไกที่คนชอบใช้บ่อยในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
เพราะอ้างง่ายโดยเฉพาะคนที่เป็นเจ้านาย
หรือผู้ที่สามารถให้คุณให้โทษแก่คนอื่นได้
เป็นการรักษาหน้าเอาตัวรอดไว้ก่อน ผิดถูกค่อยว่าทีหลัง
คนฟังหูเบา
ไม่พิเคราะห์ถี่ถ้วนหลงเชื่อ เสียคนไปก็มี
5. สีข้างเข้าถู
(Rationalization) เป็นการหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง
ยกเหตุการณ์มาอ้างอิง(Reference)ร้อยแปดประการที่ดูมีเหตุมีผลมาอ้างให้ดูสมเหตุสมผลเพื่ออธิบายสิ่ง
ที่ตนต้องการหรือหลีกเลี่ยงความผิดพลาดของตน
6. โกหกหน้าตาย
(Denial) ไม่ยอมรับรู้ความจริงที่เกิดขึ้น
โกหกหน้าใสๆ จับไม่ได้แล้วไป ถ้าจับรับครึ่งเดียว
หรือไม่ก็ไปแบบน้ำขุนๆ (Rationalization)
7. ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน(Ignorance
) ไม่รู้ ไม่เห็น เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทำเป็นไขสือ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้เป็นที่นิยมใช้ของคนที่ชอบหลอกผู้อื่นเป็นอาจิณ
และบางครั้งถึงกับหลอกตนเองโดย
ไม่รู้ตัวจนเข้าใจว่าไม่มีอะไร
และมิหนำซ้ำยังโทษคนอื่นว่าทำเป็นตื่นตูมไปเสียอีก
8. หาทางกลบเกลื่อนประเด็น
(Cover up) เป็นพฤติกรรมที่หาทางยกเอาเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาพูดอภิปราย
ให้ความสำคัญ เพื่อกลบประเด็นที่เป็นสาระ
หากผู้นำหลงก็เข้าพงไปกับเขา หาทางกลับมาเรื่องเดิมไม่ถูก
จนลืมมันไปเลยก็มี มารู้อีกทีก็สายไปแล้ว
9. ทำเป็นย้อนรุนแรง(Aggression)
ลักษณะแบบสุนัขจนตรอก ไม่มีทางหนี แก้ตัวไม่เป็น เถียงสู้ไม่ได้
เหตุผลชัดเกินกว่าที่จะทำให้เห็นเป็นอย่างอื่น
เลยทำเป็นโกรธ โมโห เดือนดาล ซึ่งถือเป็นวิธีกลบเกลื่อน
แบบหนึ่ง ชอบใช้ในพวกผู้มีอำนาจ
ชอบหน้าใหญ่ แต่พฤติกรรมและผลงานไม่ได้เรื่อง
10. แกล้งทำเป็นน่าให้สงสาร(Depression)
เป็นผลพวงของพฤติกรรมแบบข้างต้นเช่นกัน เพียงแต่หันกลับ
ไปใช้พฤติกรรมแบบมารยา ทำตัวให้น่าสงสาร
ยกสารพันปัญหาความทุขเวทนาของตนมากลบเกลื่อนความ
ผิดชนิดที่คิดว่าคนอื่นโง่ตามไม่ทัน
พฤติกรรมเช่นนี้มักใช้ในพวกไม่มีอำนาจ แต่ประพฤติชั่ว
พอถูกจับได้
ก็งัดเอาลูกไม้นี้มาใช้ เช่นพวกอยากรวยทางลัดไปขายยาบ้า
พอถูกจับก็อ้างว่าจำเป็นต้องทำเพราะจะเอาเงิน
ไปรักษาพ่อแม่ที่กำลังป่วยหนัก
อย่างนี้เป็นต้น
11. แกล้งทำเป็นแพ้
(Surrender)พฤติกรรมเช่นสัตว์บางชนิด พอถูกตระคุรบจะทำเป็นตาย
พอเผลอก็วิ่งหน
ี เอาตัวรอด คนบางกลุ่มก็ชอบเอามาใช้
โดยเฉพาะนำมาแก้ปัญหารุนแรงเฉพาะหน้าไว้ก่อน ประเมินแล้ว
หากขัดขืนมีแต่จะเสีย ต้องทำเป็นยอมไว้ก่อนแล้วค่อยหาทางเอาตัวรอดทีหลัง
พฤติกรรมเช่นนี้ถือเป็นวิธี
การเอาตัวรอดแบบหนึ่ง
12. แลกด้วยสินบน
(Bribe)พฤติกรรมเอาตัวรอดเช่นนี้มักใช้ในพวกอันพาล
มาเฟีย กระทำกับผู้มีอำนาจ
เพื่อให้พ้นผิด ถือเป็นการเอาตัวรอดแบบดื้อๆเห็นได้มากในสังคมทั่วไป